๒๕๕๑-๑๐-๒๒

VIRUS หมูน้ำ !...

.. คิดถึง "น้องหมูน้ำ" มาหลายเดือนแล้ว...
ผมรู้จักน้องหมูน้ำเมื่อเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว น้องหมูน้ำเป็นเด็กสาวม.ปลายที่ทั้งน่ารัก เก่ง และมีความรับผิดชอบสูง ผ่านงานโฆษณามาหลายอยู่ เล่นละครมาบ้าง ร้องเพลงก็ใช้ได้ ช่วงที่ได้ร่วมงานกับเธอ ทำให้แสงอาทิตย์ในแต่ละวันที่ส่องโลกของผมมีสีสันสวยงาม รวมถึงคนรอบๆข้างเธอทั้งหลายก็มีความสุขไปด้วย น่าเสียดายนักที่เรามีโอกาสร่วมงานกันจนถึงแค่ต้นปีนี้ หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยได้เจอกันอีกเลย .. เธอเป็นมนุษย์พันธุ์ที่ผมอยากได้เป็นน้องสาวยิ่งนัก


เมื่อวานก่อนไม่ค่อยสบาย นอนน้อย มีนัดงานแต่เช้า พอตกเย็นก็เลยเบลอๆวูบอยากนอนผสมเป็นลม แถมยังหิวจนหูอื้อ ก่อนกลับบ้านเลยไปหาอาหารว่างที่คาร์ฟูสักหน่อย... ขณะที่กำลังขึ้นบันไดเลื่อนสายตาเบลอๆก็บังเอิญไปป๊ะเท่งป๊ะกับ "น้องหมูน้ำ" และเหล่าแฟนคลับ ก็เลยได้ทักทาย เอารอยยิ้มมาแลกกันอยู่หลายนาที ได้ความว่าเธอเพิ่งไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยมา ส่วนงานเพลงคงยังไม่มีวี่แวว เพราะช่วงนี้ต้องไปเล่นละครก่อน เธอถามไถ่ถึงพี่ๆทีมงานคนอื่นเล็กน้อย ก่อนจะฝากว่าเดี๋ยวจะเอาขนมไปเยี่ยมทุกคน .....


น่าแปลกนะครับ หลังจากคุยกับเธอแค่ไม่กี่นาที ไอ้สมองและหัวใจหมดแรงของผมก็พลันสดชื่นขึ้น ผมเชื่อแล้วว่า ไอ้พลังความรู้สึกดีๆที่คนเรามีนั้น มันส่งผ่านและมอบให้แก่กันได้จริง ในเวลาแค่ไม่กี่วินาที คิดๆไปแล้วก็คงจะดี ถ้าโลกเราจะเต็มไปด้วยไอ้พลังรู้สึกดีแบบนี้ลอยอยู่ทั่วๆไป ทั้งโลกทั้งคนคงจะมีความสุขมากขึ้นเยอะ ..


รอยยิ้มกับความห่วงใยมีคุณสมบัติพิเศษกว่าอย่างอื่นครับ นั่นคือถ้าเอามาแลกเปลี่ยนกันเมื่อไหร่ ปริมาณมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แตกตัวว่องไวเหมือน ตัวเกรมลินโดนน้ำ ....ยิ่งโดยเฉพาะถ้าเป็นมาจากคนที่เรารู้สึกดีด้วยแล้ว พลังนั้นก็เหมือนจะเห็นผลทันตาและมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลายเท่า


เช่นนั้นแล้ว พวกเรามาทำตัว ให้เป็นคนน่ารักสำหรับผู้อื่นกันดีกว่า .. เพื่อว่าใครมาคุยกันเราเขาจะได้รับไวรัสความรู้สึกดีๆเขาไปในตัว ไวรัสแบบนี้ภูมิคุ้มกันเม็ดเลือดขาวไม่ไล่จับหรอกครับ...ผมตั้งชื่อเจ้าไวรัสชนิดนี้ว่า "ไวรัสหมูน้ำ" แล้วกัน อย่างน้อยถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วพอมีรอยยิ้มบ้างก็ถือว่าคุณได้รับไวรัสหมูน้ำแล้ว ... อย่าลืมไปแพร่พันธุ์ต่อด้วยนะครับ

๒๕๕๑-๑๐-๑๗

วิชาแนะแนว

วันนี้ วันศุกร์ วันนี้เหงาๆ ฝนตกเบาๆ สมองๆมึนๆ...
วันนี้ตื่นสาย ที่ทำงานเงียบๆไม่ค่อยมีคน บางฝ่ายออกไปทำงานด้านนอก บางคนลาไปเที่ยว บางท่านกำลังเตรียมงานใหญ่นอกสถานที่ ตึกใหญ่ๆโตแห่งนี้จึงดูไม่คึกคักเหมือนทุกวัน ช่วงสัปดาห์นี้ว่างๆหยิบหนังสือ "พุทธประวิติสำหรับนักศึกษา"ฉบับเรียบเรียงโดยท่านพุทธทาสมาอ่าน วันละนิดละหน่อย เพลิดเพลินดี อ่านสนุกกว่าที่คิด ..

เมื่อคืนก่อนนอนดูทีวีพูดถึงวิชาแนะแนว ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า ยังมีวิชาชื่อนี้อยู่บนโลกด้วย จะว่าไปก็นับเป็นวิชาที่ลึกลับพอควร เพราะจนป่านนี้ก็ยังบอกไม่ได้ว่า นิยามของวิชานี้คืออะไร และสอนเรื่องอะไรกันแน่ ตำราเรียนก็ไม่มี แบบฝึดหัด การบ้านก็ไม่ต้องทำ สบายดีแท้....ข้าพเจ้าจำได้ลางๆว่า สมัยมัธยมมีเรียนวิชานี้สัปดาห์ละครั้ง ยังจำหน้าอาจารย์ผู้สอนได้ แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าเนื้อหาในแต่ละครั้งคืออะไร... ที่แน่ๆเวลาเรียนของวิชานี้มักถูกเบียดเบียนไปให้กิจกรรมอื่นๆของทางโรงเรียนเสมอ เช่นโรงเรียนมีงานเทศกาลอะไร หรือแข่งกีฬา หรือเชิญใครมาพุด หรือกระทั่งซ้อมหนีไฟ ก็ใช้เวลาของชั่วโมงแนะแนวนี่แหละ จนสรุปสุดท้ายจำได้ว่าได้เรียนวิชานี้ไม่กี่ครั้ง ช่างดูไร้ความสำคัญคล้ายเป็นเพียงลูกเมียน้อยคนที่ 7 ที่เกิดจากการลืมสวมถุงยางอนามัยของหลักสูตรการศึกษา!

ถ้าให้เดาจากชื่อวิชา จริงๆวัตถุประสงค์ก็คงเกี่ยวกับ แนะนำเรื่องการเรียนต่อล่ะมั้ง จะต่อมหาวิทยาลัย หรือสายอาชีพ หรือโรงเรียนทหาร ตำรวจ หรือต่างประเทศ คณะไหนเป็นยังไงบ้าง สอบเข้ายากไหม ต้องเรียนกี่ปี ต้องทำยังไงบ้าง คาดว่าน่าจะประมาณนี้กระมัง ถ้าเช่นนั้นวิชานี้ก็ควรได้รับความสำคัญมากกว่านี้ ก็การแนะนำอนาคตสำหรับหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตวัยรุ่น มันมีผลกับชีวิตของเขาแทบทั้งชีวิตไม่ใช่หรือ?

ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าสมัยนี้ยังมีวิชาแนะแนวอีกไหม แต่รู้สึกอยากกลับไปเรียนอีกเหลือเกิน เพราะคนเราก็เจอปัญหาอยู่เรื่อยๆ หนักๆเบาๆไปตามประสา แต่พอเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่มีใครเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้แล้ว ทั้งที่ผู้ใหญ่ก็อ่อนแอ และสับสนเป็นเหมือนกัน...

ว่าแล้วก็หยิบ"พุทธประวิติสำหรับนักศึกษา"มาอ่านต่อดีกว่า ... ข้าพเจ้าว่า แม้เราไม่ได้เป็นนักศึกษาแล้ว แต่ก็คงพอเป็นตำราแนะแนวชีวิตได้บ้าง ในวันที่ดูเหงาๆกับเวลาห่างไกลความสุขเช่นนี้

๒๕๕๑-๑๐-๑๓

ไม่เอาน่ะเกรงใจ ไม่ดีหรอกเกรงใจ

...ได้รับการ์ดแต่งงานอีกแล้ว... พอย่างเข้าฤดูหนาว คนเราก็มักจะหาอะไรอุ่นๆกอด โดยเฉพาะหัวใจอุ่นๆ ที่อบด้วยกลิ่นของความรักหอมๆๆได้ที่ การมีคู่ทำให้คนเหงาน้อยลง บางคนว่าการหาคู่นั้นเป็นไปตามสัญชาติญาณการสืบพันธุ์ของมนุษย์ .. แต่ข้าพเจ้าว่าหลายๆคู่ก็อยู่ด้วยกันโดยที่ไม่ค่อยได้สืบพันธุ์กันบ่อยนัก เอาเข้าจริงแล้วความต้องการหลีกหนีจากความเหงาต่างหาก ที่ทำให้คนเราจำเป็นต้องหาใครสักคนอยู่ด้วยกันทุกวันๆๆ

คนเราอยู่ด้วยกันนานๆก็สนิท พอสนิทมากๆก็ผูกพันธุ์ จากเพื่อนร่วมโลกปกติ มนุษย์บางคนจึงเลื่อนขั้นเป็นคนพิเศษสำหรับกันและกัน เป็นมนุษย์ข้อยกเว้นของกันและกัน เรื่องเดียวกันกับบางคนเราโกรธ แต่บางคนเราไม่โกรธ กับบางคนเราไม่ยอม แต่บางคนเรายอม... นี่คือข้อแตกต่างระหว่างความสนิท กับไม่สนิท

กระนั้นท่ามกลางความเพลิดเพลินในการเดินทางของความสนิทสนม บ่อยครั้งที่เราทำความเกรงใจหล่นหายไประหว่างทาง.. ทำให้บางทีเราโกรธกันทั้งที่ก็ยังไม่เข้าใจกันว่าโกรธทำไม ทำไมต้องโกรธ...สิ่งที่เขาไม่ชอบ แต่เราคิดว่าเล็กน้อยไม่เป็นไร สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โต...

ถ้าข้าพเจ้าเกิดเป็นความเกรงใจ หลายๆครั้งคงนั่งน้อยใจ ที่คนเราบ้าเห่อแต่คุณความรัก .. โดยหลงลืมข้าพเจ้า ยิ่งรักกันเท่าไหร่ ข้าพเจ้ายิ่งละลายหายไปเท่านั้น..
...
...
...
เมื่อวานข้าพเจ้าเพิ่งโดนมนุษย์ข้อยกเว้นคนหนึ่งตั้งคำถามว่า "มึงสนิทกับพวกกูมากไปรึเปล่าวะ"..
ข้าพเจ้าไม่ตอบคำถามนี้ ไม่ใช่เพราะตอบไม่ได้ แต่ไม่อยากตอบ
ข้าพเจ้ารู้เพียงแต่ว่า ท่ามกลางกว่า 6 พันล้านคนบนโลก สำหรับข้าพเจ้า มีมนุษย์แค่ไม่กี่คน..................... "ที่เป็นข้อยกเว้น"

๒๕๕๑-๑๐-๐๙

โรงหมอ...

? ทำไมเราไม่เรียกโรงพยาบาลว่า "โรงหมอ" ทั้งๆเวลาเราไม่สบายเราใช้คำว่า "ไปหาหมอ"??.. น่าตลกดีเราไปหาหมอที่โรงพยาบาล เราไม่ได้ไปหาพยาบาลที่โรงหมอ?..

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าเพิ่งออกจากโรงพยาบาล เมื่อวานบ่ายๆ หลังจากต้องนอนค้างที่ ร.พ.เป็นครั้งแรกในชีวิต ด้วยอาการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร อาหารเป็นพิษ.. มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย ไปหาหมอตั้งแต่ 7 โมงเช้า กว่าจะได้ห้องพักก็ทุ่มพอดี เพราะคนเจ็บมากกว่าจำนวนห้องพัก ต้องนอนให้น้ำเกลือ และยาฆ่าเชื้อเข้าเส้นเลือดอยู่ในห้องฉุกเฉินทั้งวัน น่าเบื่อเสียนี่กระไร แต่ก็ได้มองคนรอบๆ บ้างกระดูกหัก บ้างเพิ่งออกจากห้องผ่าตัด บ้างโดนรถชน บ้างโดนของร้อนๆลวก ... และอีกมากมาย

รอบๆตัวข้าพเจ้าส่วนมากมีแต่คนชรา ได้มองพลังชีวิตแก่ๆตามวัยที่พยายามจะดำเนินชีวิตต่อ ทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น อาม่า อากง ทั้งหลายล้วนกำลังใจดี คุยเก่ง บางรายพูดไทยไม่ค่อยขัก แต่ลื้อก็ยังบอกพายาบังว่า ม่ายเปงลายๆๆ อั้วแค่กิงแจหนักปายหน่อย เลยม่ายมีแลง ม่ายล่ายกินเนื้อหลายวัน...

การรักษาในร.พ.ของข้าพเจ้าเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย ได้รับบริการดูแลอย่างดี จากนางพยาบาลหลากวัยและความงาม แม้จะอายๆอยู่บ้างที่ต้องนุ่ง กกน.ตัวเดียวให้พยาบาลหมวยเล็กหมวยใหญ่เช็ดตัวให้ แต่นาทีนั้นข้าพเจ้าไม่มีแรงโต้แย้งใดๆ แม้ต่อให้พยาบาลหมวยบังคับให้ข้าพเจ้าเป็นแฟนด้วยก็คงมิอาจขัดขืน ..

สรุปว่านอนไป 1 คืน ให้ห้องคู่(พักร่วมกับอากงอีกท่าน) พักอย่างสงบก่อนจะตื่นมาใจไม่สงบเมื่อพบค่ารักษาว่าหมดไปร่วมเกือบ 12,000 บาท... โดยเป็นค่าห้องคืนละ 2,500 ที่เหลือเป็นค่าหมอ ยา และบริการอื่นๆ.. โอ้อนิจจา ข้าพเจ้าเพิ่งตระหนักถึงอำนาจแห่งเงินตราด้วยตาสว่างโร่...ก่อนกลับเหลือบไปดูอัตราค่าบริการห้องพัก ความตกใจในราคาแพงที่ข้าพเจ้าต้องจ่ายกลายเป็นแค่ขี้มด เมื่อตารางราคาสำหรับห้องพักเดี่ยว ต่อ 1 คืน แบ่งเป็น ห้องธรรมดา - ห้องพิเศษ - ห้องเดอลุกซ์ - ห้องVIP - ห้องExclusive - ห้องซูพีเรีย - ห้องสูท - และห้องSILK ...

โดยราคาห้อง SILK อยูที่คืนละ 13,500 บาท แถมห้องรับแขกและสวนหย่อมให้ด้วยนะเออ...
..
..
เฮ้อ......... "อโรคยา ปรมาลาภา" ...จริงๆหนอ

๒๕๕๑-๑๐-๐๖

ไฮโปคอนดริเอซิส

.......... ป่วย ........... เป็นไข้
สันนิษฐานว่าเพราะคืนวันเสาร์ ริวิ่งออกกำลังกายตอนกลางคืน หลังฝนตกหนักมาทั้งวัน หวังจะให้ร่างกายแข็งแรง แต่กลายเป็นว่าทำให้ตัวเองอ่อนแอซะนี่.... ชีวิตมักเป็นเช่นนี้ หวังอย่าง ทำอย่าง แต่ได้ผลอีกอย่าง ...

เมื่อวานได้แต่นอนซม กินยาแก้ไข หนาว ปวดไปทั้งตัว อยากอ้วกทั้งวัน ไม่อยากกินอะไรเลย... จนวันนี้ตื่นมาก็ยังเป็นอยู่แต่ดีขึ้น ปวดตามตัวน้อยลง หวังว่าจะไม่เป็นอะไรมาก...

รู้สึกอ่อนแอ ทั้งกายและใจ.... อ่านหนังสือเจอว่า เราอาจเป็นโรควิตกกังวลไปเอง ภาษาฝรั่งเขาว่า ไฮโปคอนดริเอซิส อะไรสักอย่างนี่ล่ะ เขาว่าคนเป็นกันมากช่วง 20-30 และโรคนี้รักษาๆไม่หาย เป็นตลอดไป.....คนรอบๆต้องพยายามอดทนและเข้าใจ

... ฉิบหายแล้ว ทำไงดีล่ะนี่....
เฮ้อ... เอาน่ะ อย่างน้อย เราก็ยังโชคดีกว่าคนอื่นหลายเรื่อง จะแย่กว่าคนอื่นบางเรื่องบ้างก็ช่างมันเถอะ...
.. โลกนี้ยุติธรรมเสมอ....โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแบ่งปันความไม่ยุติธรรมให้กับมนุษย์ทุกคน อย่างเท่าเทียม ....?

๒๕๕๑-๑๐-๐๒

หมอตำแยเทวดา

.. หลายวันนี้พยายามทำอะไรคนเดียว... ในสิ่งที่อยากทำด้วยกันหลายคนแต่คนอื่นดันไม่อยากทำด้วย ยังไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ แต่ก็ว่าจะลองพยายามต่อไป.. ข้าพเจ้านึกถึงการทำงานร่วมกันด้วยจำนวนมนุษย์ขี้เหม็น 2 คนขึ้นไป บางทีก็เป็นเรื่องยาก บางทีก็เป็นเรื่องง่าย ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความคาดหวัง ถ้าเป็นเรื่องเล็กขี้มดแดงก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ๆที่หวังผล.... การจะทำงานราบรื่นถูกใจทุกคนย่อมยากยิ่งนัก... โดยเฉพาะมนุษย์พันธุ์อารมณ์ศิลปิน

มนุษย์ศิลปินส่วนใหญ่ ชอบทำงานตามใจตัวเอง หรือยินดีร่วมงานเฉพาะกับคนที่คิดว่าพอไปกันได้ รสนิยมตรงกัน พวกคนที่คิดว่ารสนิยมแนวคิดไม่ตรงกัน จึงจัดเป็นมนุษย์เผ่าอื่นในสายตามนุษย์ศิลปิน ... ข้าพเจ้าเองก็เคยเป็นเช่นนั้น... จวบจนวันหนึ่ง มีมนุษย์ศิลปินคนหนึ่งถามข้าพเจ้าว่า ทำไมกูคิดได้แต่แบบเดิมๆวะ กูอยากหนีออกไปจากความซ้ำซาก...
....
ข้าพเจ้าเองจัดเป็นคนหัวดื้อหือชนฝาเหมือนกัน แต่พลันนึกไปถึงตอนร่วมงานกับผู้อื่น หลายๆครั้งที่ข้าพเจ้ามีความคิดเข้าท่า แต่ยังไม่เข้าที ส่วนเพื่อนร่วมงานคนอื่นมีความคิดเข้าที แต่ไม่เข้าท่า (เพื่อนร่วมงานเหล่านั้นล้วนถูกจัดเป็นเผ่าอื่นในสายตาข้าพเจ้าเพราะความคิดไม่ตรงกันหลายเรื่อง) พอสบโอกาสได้แบ่งกันดู Ideaของกันและกัน พลันก็เกิดการปฏิสนธิทางปัญญา .. "เอาส่วนนี้ของเธอมาผสมส่วนนี้ของฉันก็น่าจะดี" ... "นี่ไงเอาโครงตรงนี้แบบเธอ แต่เพิ่มลายของฉันเข้าไป"...."เออจริงด้วย" ... "อืมเข้าท่าเข้าทีแฮะ" ...

แม้จะยังมีส่วนที่ขัดหูขัดตาไม่ตรงกันบ้าง แต่อย่างน้อยการปฏิสนธิของมนุษย์ต่างเผ่า ก็ได้ทำคลอดสิ่งๆหนึ่งออกมา นั่นก็คือ"Ideaใหม่ๆ"...
สิ่งที่ไม่ว่าหมอตำแยเทวดาก็ ก็ไม่อาจทำได้ ถ้ายังถูกปิดกั้นโอกาสด้วยทัศนคติที่ว่า"กูว่ามึงคนละแนวกับกูว่ะ"

..... "บางทีการผสมพันธุ์กับคนที่เราไม่คิดว่าเข้ากันได้ก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจเหมือนกัน .. ลองดูพวกลูกครึ่งสิ สวยๆหล่อๆกันทั้งนั้น แล้วทำไมเราจะสร้าง Idea สวยๆบ้างไม่ได้ล่ะ"

......วันนี้อยากส่งเสียงบอกมนุษย์บางคนรวมถึงตัวข้าพเจ้าเองด้วยว่า..... "มาลองเป็นหมอตำแยกันเถอะ" .............

๒๕๕๑-๐๙-๒๙

คนไฟมอด

.. วันนี้ฟ้าสว่างดี สายลมพัดกำลังพอเหมาะ ไม่พัดโบกแรงฟู่ๆกระหน่ำหน้าต่างจนต้องตื่นนอนแบบตลอดสัปดาห์ก่อน... ไม่ชอบลมแรงเลย มันดูน่ากลัวพิกล เหมือนมันโกรธอะไรอยู่..

มาทำงาน เบื่อกับแผนกข้างเคียง ที่ไม่ยอมคิดอะไรเพิ่มเติมเอง อยากได้อะไรให้เราหามาให้ งาน 100% รอให้เราทำไปให้ซะ 70 % แล้วค่อยคิดต่อ ก็เข้าใจอยู่ว่า เขาคงเบื่อระบบที่ทำแล้วต้องแก้แล้วแก้อีก คิดจนสมองบุบหลายๆรอบก็ไม่ผ่านซะที แต่การแก้ปัญหาโดยไม่คิดแล้ว ให้พวกเอ็งคิดมาจนเกือบเสร็จเลยละกันฉันค่อยมาทำต่อจะได้ไม่ต้องแก้เยอะ มันก็ไม่น่าจะเป็นทางออกที่ดีนะ ... ก็เข้าใจทุกฝ่าย ... มันก็มีการเบื่อจนไฟมอดกันบ้าง

ข้าพเจ้าเองก็ไฟมอดไปมาก ถ้าเทียบตอนทำงานใหม่ๆ ร้อยแรงเหมือนไฟประลัยกัลป์เผาเขาพระสุเมรุได้ทั้งลูก ผ่านไป 7 ปี ตอนนี้ก็คงกลายเป็นไม้ขีดชื้นๆที่เสือกเปียกน้ำจนจุดไม่ค่อยติดอีกตะหาก แรงกระตุ้นรอบได้ไม่มีเลย ทั้ง คนร่วมงาน ทั้ง เงินร่วมกระเป๋าตังค์.. หลายๆครั้งที่ไม่ค่อยทุ่มเทเท่าไหร่นัก ของแบบนี้ปล่อยไว้คงไม่ดีแน่ๆ ต้องการทางกระตุ้นต่อมมืออาชีพของตนเองซะหน่อย ส่วนจะโดยวิธีทางใด ก็ต้องคิดกันอีกที

ขึ้นชื่อว่างาน ว่าทำเป็นอาชีพ.. อย่างน้อยเวลาที่คนหยิบผลงานของเราขึ้นมามอง ก็อยากให้ด้วยสายตาชื่นชมมากกว่าเย้ยหยัน...
ถึงเราจะเป็นเพียงฟันเฟืองขี้ปะติ๋ว ที่อยู่หลืบในของชิ้นงานนั้น แถมมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นอีก...เราก็ควรยิ้มให้ตัวเองได้ เมื่อชิ้นงานออกมา...

แม้ว่า "เงินเป็นของคนอื่น.....แต่ความภูมิใจ...เป็นของเรา"

๒๕๕๑-๐๙-๒๗

ไม่ Rock แล้วหรือ?

.. หวังว่าจะได้ไปซ้อมดนตรีวันนี้ เมื่อคืนอุตส่าห์นั่งฝึกหลายชั่วโมง แต่ก็ล้มเลิกจนได้.. อุปกรณ์ไม่พร้อม คนไม่พร้อม ก็เลยสรุปได้ไปซื้อที่วางไมค์กับเพื่อนที่เวิ้ง...
....
ได้คุยกับเพื่อนที่บ้าดนตรีกันมาตั้งแต่มัธยม.. มีแต่ข้าพเจ้าที่ยัง Rock อยู่ จนแก่.. เข้าตำรา... "ฟังเพลง Rock เป็นหลัก เพลงรักเป็นรอง" .. ส่วนเพื่อนของข้าพเจ้า มันไม่ค่อยชอบเพลง Rock แล้ว มันว่า กูฟังจนเบื่อแล้วอยากฟังอะไรที่ไม่เคยฟัง อยากฟังเพราะๆ.. ไม่รู้ว่าเพราะมันไปเรียนดนตรีเป็นเรื่องราวจริงจังถึงสถาบันระดับโลกเมืองมะกันรึเปล่า.. จาก Rocker มันจึงกลายเป็น Musician เสียมากกว่า.. ข้าพเจ้าเซ็งเล็กน้อย เพราะเมื่อคนหนึ่งอยากซ้อมเพลงแนวหนึ่ง คนหนึ่งอยากเล่นอีกแนว มันย่อม ไม่ค่อยสุขสมใจนักแน่ในการรวมกันเล่น... ออกมาคงมั่วๆ คนหนึ่งนั่งแกะให้เหมือนที่สุด อีกคนจำได้ลางๆ แต่ไม่ฝึกเพราะไม่ชอบ จะมั่วๆเอา นึกไปนึกมา เล่นไปคงล่มๆลุ่มๆดอนๆ....

.....กระนั้นก็น่าจะสนุกดี ... เพราะอย่างน้อยก็ได้เล่นดนตรีร่วมกัน ข้าพเจ้าเริ่มนึกไปถึงการแตกแยกวงของวงดนตรีดังๆต่างๆ ที่มักให้เหตุผลว่า ทัศนคติทางดนตรีไม่ตรงกัน... เออ..มันคงเป็นประมาณนี้นี่เองเพียงแต่พวกนั้น Ego จัดเกินกว่าจะยอมรับในส่วนต่างของคนอื่นๆ

ใครใคร่จะชอบอะไรก็ชอบไปเถิด.. แบ่งๆกันชอบก็คงเป็นทางออกที่ดี.. เล่นแบบกูชอบบ้าง แบบมึงชอบบ้าง.... เล่นได้บ้าง ล่มบ้าง.. จะเพราะรึไม่เพราะ อย่างน้อย...
..
"มันก็ยังพอมีเสียงมิตรภาพดังออกมาจากหัวใจ"

๒๕๕๑-๐๙-๒๖

...อ้วก...

จริงๆมีเรื่องยาวๆจะเขียน....แต่วันนี้คงไม่เหมาะ
..
ร่างกายปั่นป่วน อาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้านไปทำงาน แต่กลับไปไม่ถึง จอดรถอ้วกข้างทาง 2 รอบ... คาดว่าเพราะความเครียดกังวล ไม่อยากไปทำงานที่เพชรบุรีพรุ่งนี้ (การไปทำงานวันนี้จะทำให้รู้ว่าต้องไปทำงานไกลๆ ตจว. พรุ่งนี้รึเปล่า) ... ร่างกายไม่พร้อม...ใจไม่พร้อมกว่า ปกติเวลาเครียดเคยแต่จะอ้วกแต่ไม่อ้วกจริงๆ .. แต่วันนี้มันก็ออกมา ส่นหนึ่งอาจเพราะเพิ่งหม่ำข้าวไป... อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้ไปทำงาน

เลี้ยวรถกลับไปบ้านเพื่อน เอาเบสมาเล่นดึ่งๆๆแกะเพลงไปพลางแก้เครียด...
อาการข้าพเจ้าอาจหนักกว่าที่คิด.....
หรืออาจเบาที่ที่ตนเองกังวล....
ไม่อาจรู้ได้

มองเห็นพ่อเพื่อนสุดแข็งแรงยิ้มแย้ม คุณป๋าคนนี้มักมีความคิดแปลกๆบางคนก็มองว่าแกเพี้ยนๆนิดๆ อย่างไรก็ตามที่แน่ๆ หน้าแกมีแต่รอยยิ้มเสมอ หัวเราะทั้งวัน แม้จะอายุ 60 แล้ว .. แกว่าไม่มีอะไรมาชนะแกได้ อันไหนที่ กังวล เครียด ไม่ชอบ แกไม่เอามาคิด ไม่ให้เข้ามาในใจแก... แถมแกยังออกกำลังกายทุกวัน ตีลังกาห้อยหัวยังทำได้เลย(เห็นมาแล้ว) แกอ่านหนังสือพวกจิตวิทยาแยะ ล่าสุดถึงกับจะเขียนเองแล้ว ..แกตั้งชื่อหนังสือว่า "วิ่งสมาธิ"
...
..
ถ้าสำเร็จ ข้าพเจ้าซื้อแน่นอน และจะขอลายเซ็นต์แกด้วย .. คุณป๋าอารมณ์ดี

๒๕๕๑-๐๙-๒๒

To Live Is To Die ...


ตอนเด็กๆข้าพเจ้ารัก"มนุษย์แม่"มาก..."มนุษย์แม่"ไม่อยู่ก็ร้องไห้.."มนุษย์แม่"หายไปก็ร้องหา .."มนุษย์แม่"มารับที่โรงเรียนช้าก็น้ำตาคลอ..

พอเป็นวัยรุ่นสิ่งสนุกสนานและน่าเรียนรู้ในชีวิตทำให้ข้าพเจ้าสนใจ"มนุษย์แม่"น้อยลง ไปสนใจ"มนุษย์เมีย"มากกว่า..วันไหน"มนุษย์แม่"ไม่อยู่บ้านยิ่งร่าเริงร้องลั้นลาๆ.. แต่ถ้าทะเลาะกับ"มนุษย์เมีย"มากลับน้ำตาซึม ...

ตอนนี้ข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความรู้สึกรัก"มนุษย์แม่"กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง อาจจะพอเดาได้ว่าเริ่มเข้าข่ายกลุ่มอาการ "ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตเอ๊ฟเฟ็ค" คือปรากฏการณ์ที่ได้เรียนรู้แล้วว่า ยิ่งเวลาผ่านไป โอกาสที่เราจะได้อยู่ด้วยกันบนโลกก็น้อยลงไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เราหายใจเพื่อมีชีวิต นั่นคือนับถอยหลังชีวิตของเราลดน้อยลงไปเรื่อยๆ....อย่างที่ฝรั่งเขามีสำนวนว่า "TO LIVE IS TO DIE".. ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่า"มนุษย์แม่"จะอยู่กับข้าพเจ้าอีกนานเท่าไหร่..

"มนุษย์แม่"มักมีความคิดที่เราเข้าไม่ถึง .. หรือลืมที่จะเข้าถึง เป็นความสามารถพิเศษที่มีเพียง"มนุษย์แม่"เท่านั้นจะทำได้เสมอๆ..
วันก่อนตอนเย็นๆข้าพเจ้ารับโทรศัพท์จากน้าสาว นึกแปลกใจเนื่องด้วยปกติไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ .. แต่แล้วปริศนาก็กระจ่าง น้าสาวโทรมาเพียงแค่บอกข้าพเจ้าสั้นๆว่า... "แม่เราเขาให้โทรมาบอกว่า เขาลืมโทรศัพท์ไว้ที่ทำงาน ถ้ามีเรื่องอะไรให้โทรเข้าเครื่องน้านะ"...... ทั้งๆที่เหลือเวลาไม่ถึงชั่วโมงข้าพเจ้าก็จะกลับบ้าน แต่"มนุษย์แม่"ก็ยังอุตส่าห์คิดถึงและเป็นห่วงข้าพเจ้าหากมีเหตุอะไรไม่ปลอดภัย.... เป็นความคิดที่หากเป็นตัวข้าพเจ้าเองคงไม่ทำแบบนั้น ถ้าลืมโทรศัพท์ก็คงจะไม่อุตส่าห์ถ่อไปฝากข้อความกับใคร ก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติ...

วันเหยุดคือวันพักผ่อน..และเมื่อถึงเสาร์อาทิตย์ ข้าพเจ้าก็มักหยุดพักอยู่กับบ้านปวารณาตนเป็นอัครสาวกของตัวขี้เกียจ.. ไม่ทำอะไรให้เปลืองแรงทั้งสิ้น กว่าจะตื่นมาก็บ่ายๆ ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังหิวและดูที่โต๊ะอาหารว่ามีอะไรบ้าง เสียง"มนุษย์แม่"แว่วๆมาข้างหลังบอกว่า "มีแต่ไก่ย่างที่ซื้อมาเมื่อกี้นี้ กินไปก่อน.. ถ้าถ้าจะกินก๋วยเตี๋ยวหลอดก็รอแป๊ปนึง แม่ยังไม่ว่างทำ กำลังทำงานอยู่".....

ภาพแม่กำลังซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน ทำกับข้าว ล้างรถ รดน้ำต้นไม้ เตรียมของขาย เย็บกางเกงที่ขาดให้ ลอยเข้ามาในหัวข้าพเจ้า ... แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ปริมาณงานที่ข้าพเจ้าทำได้หมดในวันเดียว....
ข้าพเจ้าตระหนักเดี๋ยวนั้นเองว่า ขณะที่ผู้คนมากมายบนโลกหยุดพักในวันหยุด.. "มนุษย์แม่"ยังคงทำงานหนักอย่างไม่มีวันหยุดพัก..โดยเฉพาะงานที่ท่านรักจะทำมาร่วมเกือบ 30 ปี .. "งานดูแลลูกๆ"....
.......
ข้าพเจ้ากินไก่ย่างไป พลางเสียบหูฟังเปิดเพลง "To Live Is To Die" ของคณะ Metallica ฟังอีกครั้ง ...
แปลกใจเหลือเกินว่า ไฉนเพลง Speed Metal สุดโหดเหี้ยมรุนแรงดุดันก้าวร้าว... จึงทำให้ข้าพเจ้าน้ำตาคลอ.....

๒๕๕๑-๐๙-๑๘

โอ.........ชีวิตของข้าพเจ้ามีเสน่ห์เหลือเกิน ...

... โลกนี้ มีคำถามมากมาย และตรรกกะแปลกๆอยู่เสมอ....

... ทำไมหลังจากเราซักผ้าหรือล้างรถ ฝนจะชอบตก? ...
... ทำไมของที่จะใช้มักหาไม่เจอ และจะมาอยู่ต่อหน้าเสมอเวลาที่ไม่ต้องการใช้? ...
... ทำไมกินขนมของเพื่อนจะอร่อยกว่าเราซื้อเองเสมอ? ...
... ทำไมเวลาต่อคิวจ่ายเงิน แถวอื่นมักขยับไปเร็วกว่าแถวเรา? ...
... แต่ถ้าเราเปลี่ยนแถว แถวเดิมของเราจะเร็วกว่าทันที? ...
... ทำไมความตั้งใจลดความอ้วนจะมากที่สุดหลังกินเสร็จไปแล้ว และจะน้อยลงตอนหิวมากๆ? ...
... ทำไมแฟนเรามักสวย/หล่อน้อยกว่าแฟนคนอื่น? ...
... ทำไมคนที่รักเราเรามักไม่ได้รัก? ...
... ทำไมคนที่เรารักมักไม่รักเรา? ...
... ทำไมเรามักลืมสิ่งที่ตั้งใจจะจดจำ แต่กลับจำได้แม่นในสิ่งที่ต้องการจะลืม? ...

มีคนเคยบอกข้าพเจ้าว่า นี่คือกฎของความไม่สมหวัง.... นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของชีวิต ...
เพราะมันทำให้ มนุษย์ ร้องไห้ได้ หัวเราะเป็น และเฉยๆเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง....
........
โอ.........ชีวิตของข้าพเจ้ามีเสน่ห์เหลือเกิน ...

๒๕๕๑-๐๙-๑๕

SUPER BAND OF GOD

... ในคืนวันศุกร์และเสาร์ ข้าพเจ้ามักจะนอนดึกเป็นพิเศษ .. อันที่จริงควรจะบอกว่าเช้าต่างหาก เวลาประมาณ ตี 4 กว่าถึง เกือบ 6 โมงเช้านับเป็นเวลาที่สงบสุขและน่าสนใจมากสำหรับข้าพเจ้า มีกิจกรรมหนึ่งที่มักทำเป็นประจำก่อนนอน นั่นคือการดู TV

เป็นช่วงเวลาพิเศษที่ข้าพเจ้าดู TV แบบโรเตชั่น นั่นคือดูช่องละนิดละหน่อยแล้วกดเปลี่ยนช่อง วนไปวนมาแบบนี้ อันที่จริงมองเผินๆเหมือนน่าปวดตาปวดหัว แต่สำหรับข้าพเจ้านั้นสนุกอย่างมาก เนื่องด้วยช่วงเวลาชั่วโมงกว่าๆนั้น เป็นเพียงช่วงเวลาเดียวที่มีรายการศาสนาให้ดูพร้อมกันทั้ง 3 ศาสนา !!.. ช่องนึงเป็นรายการธรรมมะชของพุทธ อีกช่องเป็นรายการความเชื่อในพระเจ้าศาสนาคริสต์ และอีกช่องเป็นหลักคำสอนของอิสลาม (ส่วนอีก 3 ช่องที่เหลือเป็น รายการขายไม่ขนไก้ไฟฟ้า - สาหร่ายสไปรูลิน่า - และเครื่องออกกำลังกายตระกูลแอ๊บ ตามลำดับ)

เวลาดูรายการศาสนาทั้ง 3 รู้สึกสนุกและแปลกดี จิตใจมันสงบนิ่งสำรวมแต่สมองกลับกระตือรือร้นรับข้อมูล ศาสนานั้นพูดเรื่องนี้ ศาสนานี้พูดเรื่องนั้น บางอย่างก็คล้ายกัน บางอย่างก็ไม่เหมือน แต่ที่เหมือนกันมากคือ สีหน้าของศาสนิกชนต่างๆ ที่เชื่อมั่นและมีความสุขกับสิ่งที่ตนเองเชื่อ พูดออกความเห็นด้วยรอยยิ้มและความปราถนาดี..จริงๆแล้วข้าพเจ้าเองตามทะเบียนราษฎ์นั้นเป็น คริสตศาสนิกชน แต่ในชีวิตข้าพเจ้าก็ศึกษารับฟังทุกศาสนา แถมเข้าวัดพุทธกราบพระทำบุญและโหลดฟังเสียงเทศน์ท่านพุทธทาสเสียอีก ก่อนนอนก็สวดมนต์ทั้งแบบคริสต์และพุทธ จะว่าโลภสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็คงได้มั้ง ก็ในเมื่อทุกองค์ศักดิ์สิทธิ์และสอนให้เราทำดี ทำไมจะต้องกีดกันศาสนาอื่นด้วยล่ะ ส่วนตัวข้าพเจ้ามีความเชื่อแต่เด็กแล้วว่าบนสวรรค์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกองค์เป็นเพื่อนกัน มนุษย์เราต่างหากที่งี่เง่ามาแบ่งแยกเข่นฆ่าพวกกูพวกมึงอย่างโง่ๆทุกวันนี้ ..

บางทีตายไปเราอาจได้เห็น Super Band ที่พระเยซูเล่นกีต้าร์ - พระพุทธเจ้าตีกลอง - พระอัลเลาะห์เล่นเบส โดยที่พระเจ้าศาสนาอื่นๆเป็นคอรัสก็เป็นได้ แล้วเชื่อเถอะว่า พวกท่านทั้งหมดนั้น จะบรรเลงดนตรีที่เพราะยิ่งกว่าสรรพเสียงใดๆออกมา .... โดยที่รอพวกเรา มวลมนุษย์ผลัดกันขึ้นไปเป็นนักร้องนำ เพื่อขับร้องถ่ายทอดเนื้อหา ในสิ่งที่พวกท่านทรงสอน แก่เพื่อนมนุษย์คนอื่นๆต่อไป

...... เชื่อเถอะว่า มันต้องเป็นบทเพลงที่เพราะที่สุด ......

๒๕๕๑-๐๙-๑๒

หมูหล่อ

วันนี้นับว่าโชคดี จากกำหนดการเดิมต้องออกทำงานนอกสถานที่ 3 วันติด ตั้งแต่เมื่อวาน แถมวันนี้เช้ามืดตี 3 ต้องไปเพชรบุรี ทั้งที่สภาพกายใจยังไม่พร้อม... เหมือนฟ้ามาโปรด กลายเป็นทำงานเมื่อวานถึงดึกๆ วันเดียว ส่วนการไปเพชรบุรีเลื่อนหนีฝนออกไป 2 สัปดาห์....

จริงๆแล้วงานก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้าพเจ้าเลย มันเป็นงานที่เข้าตกลงเสร็จสิ้นกันไปหมดแล้วจากทีมงานฝ่ายอื่นๆ และก็มีคนไปดูแลงานนี้อยู่แล้ว แต่ก็ข้าพเจ้าก็ยังต้องเสนอหน้าไปให้ซ้ำซ้อนโดยไม่มีอำนาจหน้าที่อะไรเสียหน่อย ไปเป็นตัวเกะกะเสียหน่อย ไปเป็นส่วนเกินเสียหน่อย ไปง่วงไปเมื่อยไปรถติดไปผลาญพลังงานและเวลาโลกเสียหน่อย..........

แต่อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้การทำงาน เนื่องด้วยลูกค้ารายนี้เป็นชาวญี่ปุ่น เห็นได้ชัดกับการตรงต่อเวลาของเขา มาก่อนเวลาเสียด้วยซ้ำ ส่วนทีมงานไทย คนหนึ่งสาย 1 ชั่วโมง อีกคนสาย 2 ชั่วโมง และอีกคน สาย 3 ชั่วโมง ตามลำดับ.... แม้เช้านั้นจะรถติดมากมายมโหฬารจริงๆ เนื่องด้วยฝนที่ตกตลอดคืน น้ำท่วมและอุบัติเหตุหลายแห่ง ทีมงานหลายๆคนก็สาย.... แต่ก็ไม่รู้ว่าจะแก้ตัวอย่างไรเพราะคำถามที่ยากจะหาคำตอบว่า "แล้วทำไมญี่ปุ่นไม่สาย?".... หรือจะว่าญี่ปุ่นเหาะได้ก็คงไม่ใช่ -_-"

หลังตัดผมและเปลี่ยนแว่นใหม่ มีคนทักว่าหล่อขึ้น พอๆกับทักว่าอ้วนขึ้น.....
..
"เอ่อ..... ไม่เคยเห็น หมูที่หล่อที่สุดในโลกกันรึไงฟะ ไอ้พวกนี้นี่..." -_-"

๒๕๕๑-๐๙-๑๐

ฮวงจุ้ย...อูย....เครียด

... อาจเพราะอานิสงค์กรรมชั่วที่ข้าพเจ้าได้กระทำ สุขภาพจิตยังคงตกต่ำย่ำแย่ ผลพวงจากคำทำนายแม่หมอพลังจิตที่ให้ไว้เมื่อ 3 วันก่อน ข้าพเจ้าคิดมากเสียจน อ้วก ในบางเวลา (จริงๆเป็นอาการที่มีแนวโน้มอยู่ก่อนแล้ว จากความเครียดจิตตกอื่นๆ)...

เมื่อวานไม่ได้เข้าออฟฟิศ ไปเอาเปลี่ยนเลนส์แว่นที่ Central ก็เลยถือโอกาสเข้าร้านหนังสือเสียหน่อย เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าใช้เวลาในมุม "โหราศาสตร์"มากกว่ามุมอื่นๆ ลองค้นคว้าหาอ่านทั้ง ฮวงจุ้ย เลข 7 ตัว ไพ่ ยิปซี ลัคนา ราศี สุริยจักรวาล และอะไรต่างๆ ยิ่งอ่านก็ยิ่งมึน ยิ่งมึนก็ยิ่งอยากอ้วกซ้ำ.. โดยเฉพาะไอ้การคำนวณผ่านวันเวลาเกิดนี่ คนละสูตร ก็ได้ผลลัพธ์ที่ต่างกันอีก ทั้งที่ไอ้คนเกิดมันก็คนเดิม เวลาเดิมคือข้าพเจ้า...

ลองหันไปหาเรื่อง"ฮวงจุ้ย"ดูบ้าง โอตะละแม่กุสุมา ห้องนอนข้าพเจ้าผิดหลักโดยแท้ ต้องย้ายทั้งเตียง ทั้งกระจก ทั้งตู้เก็บของ ตู้เสื้อผ้า แถมต้องปิดหน้าต่างในบางด้านอีก .... ยิ่งอ่านก็ยิ่งคิด ทำไมกูต้องลำบากลำบนขนาดนี้วะ?... เตียงไม้โบราณเฮฟวี่คิงไซส์ ขนาดต้องใช้นักมวยปล้ำอาชีพ 3 คนในการย้ายแบบนี้ข้าพเจ้าจะให้ใครช่วย แถมกฏบางข้อก็ไม่รู้จะแก้ยังไง ย้ายเตียงหลบประตู ก็ไปตรงใต้แอร์ จะย้ายหลบใต้แอร์ก็หัวดันชนหน้าต่าง จะย้ายหนีหน้าต่างก็ดันหันเข้าส้วม........................... ในบางอารมณ์วาบความคิดส่งเสียง "ตกลงถ้ากูนอนเสื่อชีวิตคงดีขึ้นใช่ไหมเนี่ย?"

หลังมึนๆกับเทพธิดาพยากรณืหลายศาสตร์สักพัก ก็แวะเข้ามุมธรรมมะ... พบว่าสงบกว่ากันมาก ยิ่งอ่านก็ยิ่งได้สติว่า เออหนอ จะแก้เคล็ดพิธีกรรมทั้งหลายทั้งปวงนอกตัวเราไปทำไม จะลำบากทุบบ้าน ทรงเจ้า บำเพ็ญอะไรแปลกๆไปทำไม แก้ที่ตัวเราเองไม่ดีกว่าหรือ.... ละชั่ว เจริญสติ สมาธิ สร้างกรรมดี บารมีผ่องแผ้ว ให้มันดี ก็น่าจะพอเปล่งรังสีออร่าแผ่ออกมากัน ไอ้พลังชี่ พลังจักรวาล พลังมารทั้งหลายได้ โดยไม่ต้องไปยุ่งยากอะไร.....
...
ให้มันรู้ไปสิวะ ว่า ถ้าทำหมั่นเจริญสติ ทำเรื่องดีๆ แล้วชีวิตมันยังจะบรรลัยจักร จนต้องไปเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนวันเกิด ทุบบ้าน ย้ายห้องเตียง ตู้ ห้องนอนใหม่
....
เว้นว่าข้าพเจ้าจะมีเพื่อนสนิทเป็น นักมวยปล้ำอาชีพสัก 2- 3 คนนะ อันนั้นค่อยว่ากันอีกที แต่ถ้าไม่มี..กูปูเสื่อเอาก็ได้วะ -_-"

๒๕๕๑-๐๙-๐๘

....โอมๆๆๆๆๆๆๆๆ....

...ล่องนาวา ทำบุญ 9 วัด ด้วยแว่นใหม่.... ไม่เมาเรือ ไม่เมาแว่น แต่ เครียด!!...

ตื่นแต่ตี 5 นอนไม่หลับ ได้นอนจริงๆประมาณ ช.ม.กว่าๆ เป็นเรือใหญ่จุคนได้เกือบ 300 หรูหราโอ่อ่ากับสาธุชนหน้าตาหวังอิ่มบุญเต็มลำ... เขาว่าปัญหามา ปัญญามี แต่บางทีก็งงงงกับเจตนา ด้วยระบบการจัดการที่ไม่ดี ผู้ใจบุญทั้งหลายก็แย่งเก้าอี้แย่งโต๊ะนั่งในเรือกันตั้งแต่ก้าวแรก ฉันนั่งตัวนี้ ฉันไม่มีโต๊ะ ฉันจองตรงนี้ ฉันแขก VIP ฉันมาสายอาจารย์อู๊ด แต่ฉันก็สายอาจารย์ช้างน้อย เอ๊ะฉันก็ใช่ย่อยเป็นแขกอาจารย์ธนสุนทร... ไม่มีใครยอมใคร แย่งกันประชดประชันเหน็บแนม...ข้าพเจ้าฟังไปยิ้มไป เริ่มหูตาลายมองเห็นก้อนบุญลอยหนีลงเรือไปโน่นแล้ว...

ไม่ต้องแปลกใจที่ทั้งเรือเต็มไปด้วย เหล่าครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เพราะ Tripนี้ จัดโดยสมาคมโหราศาสตร์ไทย มองไปทางไหนก็มีแต่กองทัพพ่อหมอแม่หมอ แถมทุกแขนง ทั้งดูเลข 7 ตัว วันเดือนปีเกิด พลังจิต ไพ่ยิปซี ไพ่โฮทจั๊ต เลขบัตรประชาชน และอีกมากมายมหึมามหาศาล... ตัวข้าพเจ้าก็มีโอกาสได้ดูหมอพลังจิตกับเขาด้วย ก่อนดูมีเรื่องไม่สบายใจอยู่แล้ว หลังดูยิ่งไม่สบายใจ 10 เท่าทวีคูณ ไอ้หยา ถ้าลื้อไม่ซี้ซั้วต่าแบบนี้อั๊วก็ซี้เลี้ยวหวา...ทายมาหนักหนาสาหัสทำเอาใจหดเหลือเท่าตดมดดำ -_-" เก็บมาคิดมากจนเกือบอ้วก..แบบนี้ไม่เรียกเมาเรือ แต่เป็นเมาหมอ.. ได้แต่ปลอบใจตัวเองด้วยคำท่านพุทธทาสที่ว่า ให้อยู่กับปัจจุบันอย่าไปฟุ้งซ่านอดีต อนาคต.. -_-"

ตลอดการเดินทางไม่รู้สึกอิ่มบุญเท่าไหร่นัก อาจเพราะบรรยากาศเร่งๆคล้ายคณะไกด์ทัวเกาหลีมากกว่า ลงเหยียบวัดไม่ทันจุดธูป ก็ได้เวลากลับขึ้นเรือแล้ว ข้าพเจ้าฉงนเหลือเกินหว่า การจำใจกราบไหว้ปะหลกๆสปีดอัพ แบบไม่ทันได้สวดมนต์จบบทแบบนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านจะฟังทันไหมหนอ....

Hi-Light สุดยอดของขบวนคือ ท่านครูบา ที่มาจากแม่ฮ่องสอน เพิ่งลงจากเขาออกจากถ้ำบำเพ็ญตบะมาหมาดๆ นับเป็นบุญญาวาสนาทองนักหนาที่ท่านจะมาทำพิธีเสกให้ น้อยคนที่จะได้แบบนี้ ขั้นตอนก็คือให้สวดอะไรสักอย่าง 9 จบ แล้วเข้าไปหาท่านจะเอาบาตรทูนไว้บนหัวเราแล้ว ท่องคาถาโอมๆ เสกๆ โน่นนี่ๆๆ ส่งพลังผ่านวูบๆมาเข้าร่างกายเราให้เจริญก้าวหน้า... ถึงคิวข้าพเจ้าและเพื่อนคลานเข้าไปคุกเข่าพนมมือ ท่าถามว่าข้าพเจ้าทำงานอะไร ก็บอกไปว่าด้านบันเทิง ท่านก็ทักว่าข้าพเจ้าช่างเหมือน พี่ฟอร์ดสบชัยยิ่งนัก แล้วก็ร่าย โอม$&*&ๆๆๆ อะไรสักอย่าง แล้วก็บอกว่า เทพบันเทิงๆๆจงมา ........ ฟังดูแหม่งๆ แต่ก็ยังไม่เท่าไร จะขำก็ไม่กล้า แต่ว่าปวดขาโคตรๆแทบตะคริวกิน คิวต่อไปสิเด็ด...

เพื่อนรักข้าพเจ้าทำงานด้านดนตรี บอกไปว่าเป็นนักดนตรี เล่นกีต้าร์ ครูบาท่านก็ร่าย โอมๆๆๆๆ $%&$...คาถาของท่านแล้วแทรก โอม เทพกีต้าร์ เทพเจ้ากีต้าร์จงมาๆ ดีดไปเสียงดังกังวานไกล ดีดไปใครได้ยินให้หลงใหลๆๆๆ...โอมๆๆ......นะโมพุทธทายะ....

ไม่ได้ไม่เชื่อ ไม่ได้ลบหลู่ใดๆ ...... แต่วินาทีที่ข้าพเจ้ากลั้นหัวเราะสุดชีวิตนั้น ...เอ่อ...... ข้าพเจ้ากำลังนึกถึงหน้า.....
JIMI HENDRIX !!!

๒๕๕๑-๐๙-๐๖

แก๊งค์วัยรุ่น...

... มึน งง ง่วง เวียนหัว จะอ้วก....

หลังจาก เมื่อวานซืนตัดผมสั้นจู๋จี๋.. จากยาวเป็นสั้น วันนี้ก็ได้ฤกษ์ ตัดแว่นใหม่... วัยรุ่นสุดขีดคั่น แต่ด้วยเลนส์ที่สายตาสั้นเพิ่มทำให้ขณะนั่งพิมพ์อยู่นี่ ยังมึนงงมาก มองอะไรกะระยะไม่ค่อยถูก เอื้อมมือไปหยิบของเหมือนว่าจะถึงแต่ก็ยังไม่ถึง กว่าจะขับรถกลับบ้านได้เล่นเอาวิงเวียนนัก...หวังว่าอาการจะดีขึ้น เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าล่องเรือ ถ้าเมาเรือ + เมาแว่น คงดูไม่จืด...

ช่วงนี้ใช้เงินมากมายในการเปลี่ยนแปลง... ตัดผมสั้น หาทรงไม่ได้ ก็ต้องซื้อ Wax มายี่กบาลให้ยุ่ง พุ่งๆ ชี้ๆ เข้าไว้เหมือนไฟไหม้ป่าสงวน คนที่ทำงานเห็นถึงกับตกใจ ไหนจะตัดแว่นใหม่อีก รองเท้าใหม่ รวมๆ โมดิฟายตัวเองไปเกือบหมื่นได้... เพื่อกลายร่างเป็น "แก๊งค์วัยรุ่น"ทำงานวงการบันเทิงทั้งที ก็อัพเดทแฟชั่นติงต๊องกับเขาดูซะหน่อยแล้วกัน อย่างน้อยก็ถือว่าเรียนรู้....อะไรไม่เคยลองก็ทำดู....

หลังจากเพื่อนเสียชีวิตไปหมาดๆ ก็ได้เข้าใจว่าชีวิตนั้นสั้นนัก เพราะฉะนั้น ก่อนจะแก่ ก่อนจะตาย ลองทำตัวเป็น "แก๊งค์วัยรุ่น" ดูเสียหน่อย ก็น่าจะสนุกดี.. เหอๆๆๆๆๆ

ถ้าไม่อ้วกแตกพรุ่งนี้ก่อนน่ะนะ...แว่นอะไรวะ ทำหล่อเวียนหัวซะได้.... -_-"

๒๕๕๑-๐๙-๐๓

....................................

... เมื่อคืนก่อนมีคนตาย... มีคนบาดเจ็บ .....คนไทยฆ่ากันเอง... ช่างสิ...ข้าพเจ้าไม่ได้เสียใจเลย...
เพราะข้าพเจ้าเศร้ามาก่อนหน้านั้นแล้ว... มีคนตายก่อนหน้านั้นแล้ว... ข้าพเจ้าร้องไห้ไปแล้ว... ข้าพเจ้าคิดถึงเธอไปแล้ว...ข้าพเจ้าจึงไม่อยากคิดถึง คนไทยโง่ๆที่ฆ่ากันเองอีก...

.. 23.25 น. ของคืนวันจันทร์ พี่ที่ทำงานโทรมาบอกว่า เพื่อนที่ป่วยอยู่ได้จากไปอย่างสงบ....
อายุ 28 น้อยเกินไปนักสำหรับการจากไปของคนดีๆ... และมากเกินไปเหลือเกินกับการยังมีชีวิตอยู่ของนักการเมืองชั่วๆ..

ข้าพเจ้าแทบไม่มีความรู้สึกใดๆเมื่อทราบข่าว ข้าพเจ้ายังหน้าหน้าจอคอมต่อไปเหมือนเคย... ไม่ตกใจ ไม่เศร้า ไม่เสียใจ ไม่งง ไม่มีคำถาม....ไม่มีอะไรทั้งนั้น

สมองเหมือนว่างเปล่า และหยุดพักชั่วครู่.. กว่าที่น้ำตาจะไหลออกมาก็ผ่านไปหลายชั่วโมง เมื่อข้าพเจ้าหยิบกีต้าร์ขึ้นมา ร้องเพลงพร้อมๆกับร้องไห้..

"ฉันไม่มีเธอแล้ว...ฉันไม่มีเธอแล้ว...ฉันไม่มีเธอแล้ว...
และไม่รู้ว่าเธอไปอยู่ไหน ...
ฉันไม่มีเธอแล้ว...ฉันไม่มีเธอแล้ว...ฉันไม่มีเธอแล้ว...

และเธออยู่ไกลแสนไกล ...
แต่แม้อย่างนั้น ฉันก็ยังอยากบอกเธอ ให้เธอมาฟังใกล้ๆ ...

ฉันยังมีเธอนะ...ฉันยังมีเธอนะ...ฉันยังมีเธอนะ...

ทุกวินาทีที่ฉันหายใจ
เธอยังคงอยู่ตรงนี้... เพราะฉันนั้นรู้ดี ...

ไม่ว่าไกลเท่าไหร่ นานเท่าไหร่
แต่เรายังมีกันอยู่ใช่ไหม....."
....
....
"คนดี"....

๒๕๕๑-๐๘-๓๐

อ้วน .. นอนไม่หลับ

...เมื่อคืนได้นอนยาวๆ 8 ช.ม.กว่าๆ ตื่นมาความง่วงจึงไม่มี..แต่ความโง่ยังคงเดิม..
...วันนี้ไม่ได้ออกไปไหน ไม่ค่อยได้ขยับกาย นั่งอ้วนๆทำลายสายตาอยู่หน้าคอม แล้วก็บรรจุอาหารใส่กระเพาะ..

...เริ่มรู้สึกอึดอัด และหดหู่ เนื้อใต้นักแร้กับข้างลำตัว ชักจะเสียดสีกันมากเกินไปแล้ว...
...วันนี้อากาศร้อนมาก หน้าฝนที่ร้อนมากแบบนี้ รู้สึกไม่ค่อยดีเลย เพราะถ้าตกทีก็มักจะรุนแรง
...เข้าไปดูกระทู้ของสะสมในอดีต เป็นสมุดสะสมสติ๊กเกอร์ ส่งลิ้งให้เพื่อนดู ไปๆมาๆ ก็เลยสรุปว่า ชวนกันไปเที่ยวโรงเรียนเก่าสมัยประถมมัธยม.....นัดกัน 10 โมงเช้า .. อุแม่เจ้าจะตื่นทันไหมนี่ เฮ้อ......

แต่ปรับตัวไว้ก่อนก็ดี เพราะอีกไม่กี่วันมีธุระที่ต้องตื่นแต่ตี 5...
..
.....การไม่สามารถตื่นเช้า กับการนอนไม่หลับ อันไหนแก้ยากกว่ากัน.. ทรมานจริงเหวยไอ้แร้!...

๒๕๕๑-๐๘-๒๙

อารยขัดขืน

... ตื่นแต่เช้าเพราะมีนัดถ่ายคลิปงานน้องอดีตซูเป้อสตาร์... ง่วงๆโง่ๆมึนๆรีบมา แต่ก็ตามคาดกว่าจะได้ถ่ายก็เลทจากที่นัดเกือบ 2 ชั่วโมง... ข้าพเจ้าเข้าใจและเห็นใจ ในความเหน็ดเหนื่อย ภาระคิวงานรัดตัวของ ซูเป้อสตาร์ยิ่งนัก แต่ยังสงสัยว่า แล้วคนเบื้องหลังที่งานรัดตัวมากๆ เร่งๆจะมีสิทธิ์ ให้คนอื่นตรงต่อเวลาและโดนเรียกว่า "ซูเป้อทีมงานบ้างได้ไหม?"

เมื่อคืนปลุกปล้ำกับงานที่เอามาทำที่บ้าน จากที่คาดว่าจะใช้เวลา 2 ช.ม. เอาเข้าจริงก็ 4 ช.ม.ครึ่ง....แถมยังได้ปริมาณน้อยกว่ากำหนด ทั้งที่จริงๆแล้วไม่ใช่หน้าที่ข้าพเจ้าโดยตรง... ในวันที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าถูกผู้บังคับบัญชาเอาเปรียบ ก็ไม่ได้เคืองอะไร เพราะข้าพเจ้าเองก็เอาเปรียบบริษัทอยู่ทุกวันด้วยการไปสาย....

วันนี้มีแต่ข่าวการเมือง การปะทะกันของพันธมิตร กับพันธแม้ว ไปที่ไหนก็ได้ยินแต่ "อารยขัดขืน" ข้าพเจ้าไม่ค่อยแน่ใจในความหมายของคำๆนี้นัก..
การขัดขืนอย่างสงบ?..
การขัดขืนของผู้มีปัญญา?..

เอ....ถ้าอย่างนั้นก็ชักจะไม่แน่ใจว่า การฝืนง่วงทำงานอยู่ ทั้งที่เซลล์สมองกำลังหาวหวอดๆในตอนนี้ การที่ร่างกายขัดคืนคำสั่งของสมองอย่างสงบของคนไร้ปัญญาแบบข้าพเจ้านี้ พอจะเรียก ได้ว่า "อารยขัดขืนได้รึเปล่า?"..ที่สำคัญกว่านั้น นายจ้างจะส่งหน่วยปราบปรามมาสลายม๊อบความง่วงในกะโหลกหนาๆปัญญาทึบๆของข้าพเจ้าไหมเนี่ย?.... 555

๒๕๕๑-๐๘-๒๗

เพื่อนสนิทตั้ง 2 คน


เมื่องานด่วนเข้ามา...ก็พาอารมณ์ด่วนไปด้วย...

ช่วงหลายวันนี้ข้าพเจ้าต้องทำงานด้วยความเร่งด่วนโดยที่ต้องเสียสละ ใช้ทรัยยาการทั้งเงินและแรงกาย สมอง ส่วนตัว ทำเพื่อบริษัท และด้วยความเร่งรีบนี่เอง ก็ทำให้ข้าพเจ้ามองข้ามอะไรไปเหมือนกัน .. ข้าพเจ้าไม่สันทัดในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้นัก จึงฝากความหวังกับเพื่อนสนิทที่เชี่ยวชาญ แต่ในแรกเริ่มกลับไม่ได้ความช่วยเหลือเท่าที่คาดหวัง ก็เลยพาลอารมณ์เสีย ใส่เพื่อนสนิทอีกคนไปด้วย ทั้งที่ชีวิตนี้ข้าพเจ้ามีเพื่อนสนิทเพียง 2 คน..

กว่าจะได้สติก็พักใหญ่ ข้าพเจ้ามาคิดดูดีๆ "บางครั้งความสนิท ก็ทำให้เรามองข้ามความเกรงใจ" ไปโดยไม่ตั้งใจ ธรรมชาติของมนุษย์ขี้เหม็นนั้น ยิ่งซี้ปึ้กกัน ความคาดหวังก็ยิ่งมาก ความกวนตีนก็ยิ่งมาก ความเออออห่อหมกอะไรก็ได้ก็ยิ่งมาก ความกูรู้ว่ามึงไม่โกรธไม่เป็นไรหรอกก็ยิ่งมาก...แต่........ความเคารพเกรงใจกลับลดลง ไม่ใช่แค่กับเพื่อนสนิท แต่บางครั้งก็ลามปามไปถึง รุ่นพี่ รุ่นน้องที่สนิทด้วย...

นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังอารมณ์เสียบ่อยๆเหมือนชายประจำเดือนมาไม่ปกติ เวลาเห็นเพื่อนสนิททำตัวดู งี่เง่าออกนอกลู่นอกทาง และมักจะด่ามันอยู่เนืองๆ เยี่ยงชายแก่ปากหมาน่ารำคาญยิ่งนัก หลงลืมไปเสียสนิทใจว่า ข้าพเจ้าหาใช่บิดามารดรมันไม่ อย่างมากก็คงควรเพียงตักเตือนและออกความเห็นตามสมควร

คิดๆถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ข้าพเจ้าเศร้าเสียใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ยังนับว่าโชคดีที่ไม่ใจเสียไปสักนิด

เพราะอย่างน้อย ข้าพเจ้ายังรู้ว่า "ข้าพเจ้ายังคงมีเพื่อนสนิทอยู่ตั้ง 2 คน"